บันทึกเคล็ดลับแต่งหน้าวัยใส

5

หลังจากที่ได้ค้นคว้าหาเอกสารที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับข้อมูลการแต่งหน้าสำหรับวัยรุ่นแล้ว ก็ได้เวลาบันทึกเป็นเคล็ดลับให้กับน้องสาววัยใสที่กำลังใส่ใจกับการแต่งหน้าเหลือเกิน พี่สาวอย่างฉันจึง รวบรวมเคล็ดลับการแต่งหน้าและสิ่งที่ควรใส่ใจดูแลตนเองเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น หลังจากรวบรวมครบถ้วนกระบวนความแล้ว ก็ได้ข้อสรุปดังนี้ค่ะ

ข้อที่หนึ่ง สาวๆวัยใสไม่ควรใช้รองพื้น อันนี้ตอนแต่งหน้าถ้าเกิดวัยทำงานอย่างฉัน คงขาดไม่ได้เลยทีเดียว เพราะว่าเวลาไปงานเลี้ยงต่างๆ วัยทำงานอย่างฉันต้องพึ่งพาครีมรองพื้นเพื่อกลบเกลื่อนรูขุมขนที่กว้างออกไปตามอายุ (ประมาณว่า อายุเพิ่มขึ้นตามวัย) แต่วัยรุ่น ตอนเริ่มต้นแต่งหน้าไม่ควรใช้ครีมรองพื้น ควรใช้แค่มอยซ์เจอไรเซอร์ หากมีสิวใช้คอนซีลเลอร์แต้มลงไปเบาๆ นิดหน่อย ตามด้วยแป้งฝุ่นก็พอแล้ว

ข้อที่สอง การใช้เครื่องสำอางเวลาแต่งหน้า ควรจัดจุดเด่น เพียงจุดเดียว เช่น หากจะเน้นทาอายแชโดว์ก็ให้ใช้ลิปสติกสีชมพูอ่อน แต่หากจะทาลิปสติกให้มีสีสัน ก็ปัดแก้มนิดหน่อย และทาอายแชโดว์สีสว่างๆบางๆที่เปลือกตาม ก็เพียงพอแล้ว

ข้อที่สาม เลือกใช้ลิปสติกแบบลิปกลอสหรือลิปมัน ดีกว่าลิปสี เพราะจะทำให้ริมฝีปากวัยใส ดูชุ่มชื้น ใสๆเป็นธรรมชาติมากกว่า ลิปสีแจ๊ดๆค่ะ

ข้อที่สี่ การดูแลรักษาผิวหน้าในบรรยากาศอาการร้อนระอุอย่างนี้ อย่าลืมใช้ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ช่วยปกป้องผิวหนังจากแสงแดด มีคุณสมบัติในการดูดซับแสง เมื่อทาผิวแล้วจะซึมลงไปสู่ผิว ทำให้ผิวทนต่อแสงแดดได้ดีมากขึ้น หลักการง่ายๆ หากถามว่าครีมกันแดดใด  ดีที่สุด ตอบได้ทันทีว่า ครีมกันแดดที่ดีที่สุดคือครีมกันแดดที่สามารถที่จะป้องกันแสงยูวีได้เพียงพอ

ข้อที่ห้า หากมีปัญหาเรื่องสิว ควรรีบปรึกษาแพทย์ผิวหนัง อย่าใช้ครีมตามเพื่อนบอก เพราะผิวแต่ละคนมีสภาพผิวที่ไม่เหมือนกัน ไม่อย่างนั้น หากดูแลรักษา ใช้ยาตามโฆษณา ใช้โดยไม่มีการปรึกษาแพทย์ อาจจะต้องเกิดผลข้างเคียงต่อผิวหน้า บางรายเกิดสิวเห่อมากกว่าเดิม เป็นรอยแดง ทีนี้จะแต่งหน้าอย่างไร ก็อาจไม่สามารถกลบสิวที่เห่อเพิ่มขึ้นจากผลข้างเคียงให้เรียบเนียนอย่างวัยใสได้แล้วล่ะ

ข้อที่หก ใส่ใจเรื่องเล็บมือเล็บเท้า วัยรุ่นวัยใสนอกจากดูแลเรื่องการแต่งหน้าแล้ว เล็บมือ เล็บเท้าเราควรจะดูแลใส่ใจให้สะอาด ไม่ปล่อยให้ยาวเกินไป ควรสำรวจตัวเองสม่ำเสมอ

ข้อที่เจ็ด ไม่ควรเขียนขอบตาเข้มเกินไป เพราะจะทำให้ดูเป็นวัยสาวที่มีอายุเกินวัย หากจะเขียนขอบตาจริงๆ ควรพึงระวังให้พยายามเขียนให้เบาที่สุด

ข้อที่แปด ใส่ใจอาหารการกิน วัยรุ่นอย่ามัวแต่ลดอาหารจนหน้าซูบซีด ไม่สดใส ควรใส่ใจรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ผักผลไม้ วิตามินให้เพียงพอ เพื่อนำไปเสริมสร้างร่างกายให้เจริญเติบโต มีผิวพรรณ สดใส ผิวหน้าดี ใสอย่างธรรมชาติ

ฉันรวบรวมเคล็ดลับการใส่ใจใบหน้า ทั้งเรื่องการแต่งหน้า กับการใส่ใจดูแลตนเองของวัยรุ่น เท่านี้ฉันคิดว่า น้องสาวฉันจะร้อง โอ้โห ! ไหมนี่ เพราะสัปดาห์ก่อนน้องสาวเพิ่งไปกว้านซื้อเครื่องสำอางไว้สำหรับแต่งหน้าอย่างกับจะแต่งหน้าเจ้าสาว เลยทีเดียว จนฉันต้องรีบปราม และกว่าจะอธิบายให้เข้าใจสำหรับการแต่งหน้าสำหรับวัยใส วัยรุ่น ก็อธิบายจนเสียงแหบ เสียงแห้งเลยทีเดียว ตอนนี้ก็เลยทำบันทึกสรุปให้เลย จะได้ใส่ใจตนเองให้เหมาะกับวัยอย่างถูกต้องซะที

 

Save

แต่งหน้าใสๆแบบวัยรุ่น

4

ฉันนั่งอ่านเอกสาร หนังสือ นิตยสารต่างๆ เป็นกองพะเนินเลย หาข้อมูลเกี่ยวกับการแต่งหน้าของวัยรุ่น เพราะหลังจากที่ได้ทราบว่าน้องสาวของฉันอยากจะแต่งหน้าให้เหมือนกับเพื่อนๆแล้ว ฉันจึงอยากจะค้นหาข้อมูลเพื่อแนะนำการแต่งหน้าให้ถูกวิธี  ปกติแล้วฉันเองก็ไม่สันทันเรื่องนี้เท่าไหร่นัก วันนี้วันหยุด เลยจัดการนั่งหาข้อมูล จะได้แนะนำถูก จนมาได้ข้อคิดจากหลายๆเล่มว่า แท้จริงแล้ว วัยรุ่นควรแต่งหน้าให้เป็นธรรมชาติ ไม่ควรแต่งเข้มจนเกินไป ควรแต่งหน้าให้ดูใสๆเหมาะกับวัย อย่างเช่น ครีมรองพื้น ก็ไม่ได้จำเป็นสำหรับวัยรุ่นนัก เพราะว่าอาจทำให้อุดตันรูขุมขนได้ หากต้องการใช้จริงๆ ก็ควรใช้เพียงเล็กน้อย ชนิดน้ำจะดูเป็นธรรมชาติกว่าชนิดครีม หากจะปกปิดรอยสิวควรใช้เฉพาะคอนซีลเลอร์ และใช้แป้งฝุ่นทาหน้าทับลงไปก็น่าจะลบรอยสิวอย่างดูเป็นธรรมชาติได้แล้ว
นั่งอ่านๆ หนังสือไป ก็ได้ความรู้ใหม่ด้านการแต่งหน้า สำหรับเราแต่อาจจะเก่าสำหรับคนอื่นนะเนี่ย เรื่องของการแต้มคอนซีลเลอร์ให้เลือกสีที่ต่างจากผิวหน้าเราไม่มาก หรือจะเข้มกว่าก็ได้ แต้มตรงจุดด่างดำและสิว เพียงเล็กน้อย จะช่วยปกปิดรอยสิว รอยด่างดำได้  หลังจากนั้นค่อยลงแป้งตามไป แล้วก็มีการเลือกใช้อายแชโดว์ที่เปลือกตาสำหรับการแต่งหน้าวัยรุ่น ควรเลือกโทนสีสดใสให้เหมาะกับวัย

การแต่งขอบตาโดยใช้อายไลเนอร์ ก็ควรใช้ชนิดที่เป็นดินสอจะดูเป็นธรรมชาติกว่าชนิดน้ำ ไม่ควรทาเข้มเกินไป หรือแม้แต่การใช้บลัชออนในการแต่งหน้า สีโทนชมพู น่าจะเป็นสีแก้มที่ทำให้วัยรุ่นดูใสๆ ธรรมชาติ สีส้มอมชมพู ก็เหมือนกัน สีโทนนี้นำมาใช้กับวัยรุ่นจะทำให้ดูน่ารักสไตล์เกาหลีเลยทีเดียว

มาถึงเรื่องการใช้ลิปสติก ปกติถ้าเป็นวัยทำงานอย่างฉัน ฉันมักจะเลือกลิปสีแบบแท่งเดียว สีส้ม แดงไปเลย แต่ได้รับความรู้เพิ่มเติมว่า ถ้าเป็นวัยรุ่น    ควรใช้ลิปประเภทลิปกรอส เพราะริมฝีปากจะดูมันวาว และเวลาเลือกสีลิปสติก ก็ควรเลือกสีให้เข้ากับโทนการแต่งหน้าของเราเอง วัยรุ่นไม่เหมาะกับสีเข้มๆ ควรเน้นความบางเบาของการแต่งหน้าให้ดูธรรมชาติมากที่สุด

ฉันนั่งอ่านข้อมูลการแต่งหน้าของวัยรุ่นที่มีรูปแบบการแต่งหน้าอย่างใสๆ ธรรมชาติแล้ว ก็นึกดีใจที่ได้เข้ามาอ่าน ถึงจะหาความรู้เพื่อไปถ่ายทอดกลวิธีการแต่งหน้าให้กับน้องสาว แต่ก็ทำให้วัยทำงานอย่างฉัน ได้มีความรู้เกี่ยวกับหลักการที่ถูกต้องเกี่ยวกับการแต่งหน้าของวัยรุ่น ว่าวัยนี้ควรแต่งหน้าบางๆ จะดีที่สุด และพยายามใช้เครื่องสำอางให้น้อยที่สุด ไม่ควรแต่งเข้มจนเกินวัย ตั้งใจไว้ว่า วันนี้คงได้ฤกษ์เป็นวิทยากรส่วนตัวแนะนำเคล็ดลับการแต่งหน้าอย่างง่ายๆ ใสๆ ดูสมวัยให้กับน้องสาวของฉันในวันนี้ล่ะค่ะ

แรกเริ่ม..ก่อนคิดจะแต่งหน้า

3

วันนี้น้องสาวของฉันดูแปลกๆชอบกล หลังจากที่วันนี้ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในวันแรกของการเปิดภาคเรียนการศึกษา พอกลับถึงบ้าน พี่สาวอย่างฉันถามอะไร ก็ถามคำ ตอบคำ ไม่พูดอะไร บอกแต่ว่า เดี๋ยวต้องรีบไปแต่งตัว เพราะเพื่อนจะมารับไปซื้อชุดเครื่องแบบนักศึกษา ฉันก็นั่งรอ ด้วยความเป็นห่วง เพราะเวลาหกโมงเย็นก็ยังไม่ถึงบ้าน  ดีที่ว่าน้องสาวของฉันยังพอจำกฎของบ้านได้ ว่าจะไปไหน กลับค่ำยังไง ก็ให้โทรศัพท์มาบอกทางบ้านด้วย ก็ยังไม่ผิดกฎของบ้านเรา เพราะนาฬิกาบอกเวลาหกโมงครึ่ง ในตอนเย็น ก็มีเสียงโทรศัพท์เข้าสายเครื่องของแม่ฉันทันทีโดยน้องสาวนั่นเองที่โทรมาบอกว่าจะกลับถึงบ้านราวสองทุ่ม เพราะรถติดอยู่

พอกลับถึงบ้าน ฉันก็ต้องแปลกใจ เพราะน้องสาวกลับมาพร้อมมีถุงพะรุงพะรังอยู่ในมือเต็มไปหมด สังเกตเห็นมีถุงดำที่ซ่อนอยู่ข้างหลังด้วย แล้วก็หลังจากสวัสดีแม่แล้ว ก็รีบวิ่งไปเก็บของบนห้องทันที ฉันจึงตามขึ้นไปบนห้อง  “เป็นอะไรน่ะ วันนี้ดูลุกลี้ลุกลน ซื้ออะไรในถุงดำอยู่ข้างหลังน่ะ ไหนพี่ขอดูหน่อยซิ” น้องสาวฉันก็บ่ายเบี่ยง ตอบว่าไม่มีอะไร จนฉันอดไม่ได้ ยอมเสียมารยาทกับน้องสาว เดินไปเปิดดูบนชั้น แล้วก็ต้องอึ้ง “น้อง!!!  นี่มันอะไรน่ะ นี่มันเครื่องสำอางที่ใช้แต่งหน้านี่นา ทำไมมันเยอะแบบนี้” ฉันเปิดถุงดู มีอุปกรณ์ชุดแต่งหน้าเพียบ ทั้งครีมรองพื้น คอนซีลเลอร์ อายแชโดว์ ครีมกันแดด อุปกรณ์ที่ปัดแก้ม ที่ดัดขนตา จิปาถะเต็มไปหมด ฉันเลยหันไปถามน้องสาว “น้อง นี่น้องนึกยังไงเนี่ย ทำไมชุดแต่งหน้าเยอะ เพียบขนาดนี้ น้องจะแต่งหน้าไปไหนเนี่ย” ฉันถามด้วยเสียงอันดัง จนสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของน้องสาว “คือ น้องไปมหาวิทยาลัยวันนี้ แต่ละคนสวยๆ เขาแต่งหน้ากันทั้งนั้นเลย  น้องก็เลยอยากแต่งหน้าแบบเขาบ้าง นำเงินจากกระปุกออมสินออกมาซื้อ น้องอยากแต่งหน้าให้สวยๆอย่างเพื่อนๆน้องบ้างค่ะ”

ฉันฟังแล้วก็ มีความรู้สึกเปลี่ยนไปจากที่กำลังจะต่อว่า ที่น้องสาวไปซื้อของชุดแต่งหน้าแบบเยอะแยะ ฟุ่มเฟือย ทั้งๆที่เพิ่งเข้าปีหนึ่ง ก็เกิดความรู้สึกอึ้งกับคำตอบเล็กน้อย เรียนรู้กับวัยของน้องสาวว่าเป็นสาวเต็มตัวแล้ว กับการที่อยากจะแต่งหน้าไปเรียนให้เหมือนเพื่อนๆ ฟังแล้วก็พูดเสียงด้วยน้ำเสียงอ่อนลง กลับไปว่า “น้อง ทีหลังน้องมีอะไรมาปรึกษาพี่ น้องยังเป็นวัยรุ่น เด็กๆอยู่ ควรแต่งหน้าใสๆ ไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าแบบเต็มยศขนาดนี้ มันจะทำให้เราดูแก่มาก เราไม่ใช่วัยทำงานนะ รู้ไหม” น้องฉันฟัง พร้อมคำตอบกลับมาว่า “ค่ะ” แต่ฉันดูออกว่า เป็นการตอบรับเสียงราบเรียบ นัยน์ตายังไม่เชื่อฉันซะทีเดียว

ฉันตระหนักเลยว่า ในช่วงการเปลี่ยนผ่านวัยรุ่นจากเด็กมัธยม เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย นั้น น้องของฉันอาจจะยังไม่คุ้นกับมหาวิทยาลัยใหม่ เมื่อเห็นเพื่อนๆ วัยรุ่น เพื่อนใหม่ แต่งหน้า แต่งตัวแล้วสวยสไตล์วัยรุ่น มีสีสัน ก็เลยอยากจะสวย อยากจะแต่งหน้า อยากจะดูดีแบบเพื่อน เพราะก่อนหน้านี้น้องสาวของฉันไม่ค่อยสนใจเรื่องการแต่งตัวเลย อย่าว่าแต่แต่งหน้าเลย ทาแป้ง ยังต้องให้บอก และเตือนตลอด ให้รู้จักทาแป้งก่อนจะไปโรงเรียน แต่ตอนนี้ แค่วันแรกของการไปมหาวิทยาลัย แนวคิดของน้องสาวฉันก็เปลี่ยนไป ฉันคิดว่าอาจจะเป็นเพราะวัยที่ก้าวเข้าสู่วัยรุ่นตอนปลาย และความต้องการเข้าสู่สังคมกับเพื่อน อยากให้เพื่อนยอมรับนั่นเอง

 

 

แต่งหน้าวันรับปริญญา

2

            ฉันได้รับจดหมายแจ้งกำหนดการการรับพระราชทานปริญญาบัตร ระดับปริญญาตรี ยังมหาวิทยาลัยที่ฉันได้เรียนจบ และก็ได้รับการติดต่อจากเพื่อนทางมหาวิทยาลัย ให้เป็นตัวแทนในการหาหอพักเพื่อไปพักในระหว่างการเข้าพิธีรับพระราชทาน รวมถึงให้เป็นธุระหาร้านเพื่อแต่งหน้าให้กับพวกเพื่อนๆในกลุ่มวิชาเอกของฉัน เมื่อได้รับมอบหมายภารกิจความไว้วางใจจากเพื่อนๆ ฉันก็ตกลงวางแผนเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยในสัปดาห์หน้าช่วงวันเสาร์นี้ทันที

ตอนนี้ฉันได้เดินทางถึงที่พักโรงแรมใกล้มหาวิทยาลัยของฉัน และได้เริ่มต้นไปหาข้อมูลในมหาวิทยาลัย โดยอย่างแรกได้สอบถามระเบียบการรับจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการนิสิต เมื่อได้รับทราบข้อมูลพอเข้าใจแล้ว ฉันก็เริ่มต้นสอบถามรุ่นน้องมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับที่พักค้างคืน กรณีหอพักที่รับนักศึกษาเพื่อรับพระราชทานปริญญาบัตร ก็ได้รับคำตอบจากรุ่นน้องว่า มีหอพักที่คุ้นเคยหลายแห่งที่บริการเปิดห้องให้นักศึกษาค้างคืนเป็นรายคืนได้ หลังจากนั้นฉันก็ได้ติดต่อร้านแต่งหน้าโซนใกล้มหาวิทยาลัย เนื่องจากฉันคิดว่า หากเลือกร้านแต่งหน้าที่ใกล้มหาวิทยาลัยคงจะสะดวก ประหยัดการเดินทาง เพราะทางมหาวิทยาลัยนัดนักศึกษาทุกคนพร้อมกันเวลาหกโมงเช้า ฉันจึงคิดว่าเลือกร้านแต่งหน้าใกล้มหาวิทยาลัยน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

เมื่อฉันได้เข้าไปสอบถามเจ้าของร้านที่ให้บริการการแต่งรับปริญญา ก็ได้รับคำตอบถึงค่าจ้างการให้บริการ ฟังแล้วก็ คิดในใจว่า แพงกว่าปกติเกือบสองเท่าเชียว! สงสัยคงแต่งหน้าสวยเหมือนดารานะเนี่ย พอฉันสอบถามว่าสามารถที่จะรับแต่งหน้าสิบคนได้หรือไม่ เพราะเพื่อนฉันฝากกันไปฝากกันมาเกือบสิบคน เจ้าของร้านแต่งหน้าก็รับปากว่า รับได้ทั้งสิบคน แต่ต้องมาแต่งหน้าตั้งแต่ตีหนึ่ง ฉันฟังแล้วก็แอบกลืนน้ำลายเลยทีเดียว กับการนึกสภาพในวันรับปริญญาที่อาจไม่ได้นอน เพราะต้องเตรียมตัวตั้งแต่เที่ยงคืน ต้องเดินออกมาจากหอพัก เพื่อรับการแต่งหน้าทำผมรับปริญญา

และแล้วก็มาถึงวันรับปริญญา ฉันได้เจอกับเพื่อนๆทุกคน และได้พักหอพักเดียวกันหมดเลย ก็ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันเกือบหนึ่งปีเต็ม ๆ ก็ตกลงนัดแนะกันว่า คืนนี้ต้องนอนแต่หัวค่ำ และตื่นมาเวลาเที่ยงคืน เพื่อเตรียมตัวเจอกันเที่ยงคืนครึ่ง เนื่องจากนัดเจ้าของร้านเวลาตีหนึ่งของวันรับปริญญา

เวลาเที่ยงคืนครึ่งตามนัด พวกเราสิบคน ก็เดินออกจากหอพัก เพื่อไปแต่งหน้าทำผม เมื่อเข้าไปที่ร้าน เจ้าของร้านกับลูกน้องในร้านก็รอพวกเราอยู่เรียบร้อยแล้ว ตอนแรกฉันนึกว่าจะมีลูกน้องสักห้าถึงแปดคนในการรับบริการเฉพาะกิจ แต่!! ฉันอึ้งไปพักนึง เพราะมีเจ้าของร้านรวมลูกน้องในร้านแค่สามคนเท่านั้น และที่นั่งก็มีแค่สามที่ ก็เลยนั่งรอกันนาน จนเวลาผ่านไปตีสาม ได้แต่งหน้ากันแค่สามคน แต่มีสิ่งที่พวกเราคาดไม่ถึงก็คือ มีลูกค้านักศึกษาเพิ่มเติมอีกราวแปดคน มาเพื่อรับการแต่งหน้าเช่นกัน

ฉันเลยงง !! จึงหันไปถามพี่เจ้าของร้าน จึงทราบว่าได้นัดสองรอบ โห! ความรู้สึกตอนนั้น บรรยายไม่ถูก นึกไม่ออกว่าทางร้านจะแต่งหน้ากันยังไงให้เสร็จ เพราะขณะนั้นเป็นเวลาตีสาม เหลือคิวต้องแต่งหน้าอีกรวมกับกลุ่มเพื่อนฉันราวสิบสองคน บางคนยังต้องทำผมทรงยากอีก เพราะเส้นผมแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ฉันนั่งไม่ติด เดินไปเดินมา ไม่ค่อยพอใจ แต่ก็ต้องทำใจ ทำได้แค่จำไว้บทเรียน ท่องในใจว่า อดทน คงแต่งหน้ากันทัน เฮ้อ! ลุ้นกันจนเวลาผ่านไป ตีห้า เหลืออีกราวเจ็ดคน ตอนนั้นฉันเห็นเจ้าของร้านเครียดเหมือนกัน แต่งหน้ารอบหลังก็แต่งหน้าแบบไม่นาน ราคาก็แพงแสนแพงแต่งหน้าไม่ถึงครึ่งชั่วโมง จนสุดท้ายฉันเห็นนักศึกษาอีกกลุ่มที่มารอบหลังเริ่มถามเจ้าของร้าน เพราะยังไม่เสร็จซะที เกรงว่าจะไม่ทันในเวลาหกโมงเช้า ที่อาจารย์นัดนักศึกษาทุกคนพร้อมกันหน้าตึกคณะ

และแล้วกลุ่มของฉันสิบคน ก็แต่งหน้าเสร็จเรียบร้อยแบบลุ้นระทึก หลังจากนั้นพวกเราก็เดินออกมาพร้อมกัน ฉันก็ไม่รู้ว่ากลุ่มที่สองตามหลังฉัน เขาจะแต่งหน้ากันทันไหม เพราะยังมีคิวอีกสามสี่คน ในขณะที่ใกล้เวลาหกโมงแล้ว พวกเราต่างโล่งอกที่กลุ่มของพวกเราแต่งหน้ากันเสร็จ แต่ก็เป็นบทเรียนที่ดีอย่างยิ่ง สำหรับฉันเลยทีเดียว ที่ตั้งใจไว้ว่าต้องบอกรุ่นน้องในปีถัดไป ให้ได้ทราบถึงการบริการของร้าน และความรับผิดชอบของร้านเป็นอย่างไร เพื่อให้รุ่นน้องจะได้แก้ปัญหา และไม่เป็นลูกค้าที่หลวมตัวแบบรุ่นพี่อย่างพวกฉันอีกต่อไป

 

มาแต่งหน้ากันเถอะ

1

            วันนี้เป็นวันเสาร์ เป็นวันหยุดของฉัน หลังจากที่คร่ำเคร่งกับการสอบทั้งสัปดาห์ ฉันจึงมีแผนอยู่ในหัวเต็มไปหมด วางแผนกิจกรรมในวันนี้ตั้งแต่เมื่อคืน และแล้วกิจกรรมแรกของฉันในวันนี้คือ ฉันจะไปเดินเที่ยวห้างให้เต็มปอดไปเลย วางแผน แล้วต้องปฏิบัติ นี่คือกฎแห่งความสำเร็จของฉัน (ไม่เว้นแม้แต่เรื่องเที่ยว ฮ่า ฮ่า)  และแล้วตอนนี้ฉันก็ได้มาเดินอยู่ในห้าง….ที่ใกล้กับมหาวิทยาลัยของฉันเอง เดินดูของ ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ชั้นที่ ๑ มีทั้งเสื้อผ้าเด็ก เสื้อผ้าผู้ใหญ่วัยทำงาน และเสื้อผ้าวัยรุ่นอย่างฉัน แต่ดูราคาแล้วก็ต้องเก็บใจไว้ก่อน เพราะว่า ฉันยังมีคิวต้องใช้เงิน ในสัปดาห์หน้าจากการนัดเที่ยวทะเลกับเพื่อนๆอีก คิดแล้วก็เดินต่อไปชั้นสอง

และแล้วก็เริ่มสะดุดกับ ป้ายราคาใหญ่ๆ  “SALE ชุดแต่งหน้าจาก เครื่องสำอางอิมพอร์ตจากเกาหลี “ โอ้โห! บรรยากาศคึกคักมาก ผู้หญิงแทบทุกวัย วัยรุ่น วัยทำงาน คุณป้า คุณยาย เต็มไปหมดเลย เมื่อฉันเดินเข้าไปดู ว้าว ! เครื่องสำอาง ชุดแต่งหน้าทั้งเซตทำไมลดเยอะอย่างนี้เนี่ย ลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ต่างคนต่างไม่รอช้า เสียงดังเซ็งแซ่ไปหมด กับการสั่งซื้อชุดแต่งหน้า ราคาลดกระหน่ำ   เดินไปเดินมา รอบๆ ร้าน เห็นเด็กวัยรุ่นมุงเคาน์เตอร์ ฉันจึงเดินเข้าไปดูบ้าง อิอิ ตามประสาคนอยากรู้ มีการสาธิตการแต่งหน้าจากพี่ผู้หญิง ที่แต่งหน้าได้สวยมาก โดยพี่เขาได้ขออาสาสมัครมาทดลองแต่งหน้าจากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ทางร้านได้นำมาจำหน่าย

เมื่อได้อาสาสมัครผู้ที่จะได้รับการทดลองแต่งหน้าร่วมกับทางร้านแล้ว ไม่รอช้า ทางพี่เจ้าหน้าที่ก็เริ่มปฏิบัติการ สอนเบื้องต้น เริ่มตั้งแต่ทำความสะอาดผิวหน้า โดยใช้สำลีชุบน้ำ และเช็ดเบาๆทั่วใบหน้า ซับหน้าด้วยผ้าขาว หลังจากนั้น ทารองพื้น ทาแป้งฝุ่น แล้วเริ่มแต่งคิ้ว  ตอนนี้ฉันนั่งเพ่งอย่างตั้งใจเลยทีเดียว เพราะตอนนี้ฉันยังแต่งคิ้วไม่เป็นเลย แบบว่า แต่งทีไร  คิ้วไม่เท่ากันตลอด  ทีนี้หลังจากแต่งคิ้วเสร็จแล้ว เริ่มทาอายแชโดว์ ทาอายไลเนอร์ ดัดขนตา แล้วจึงปัดมาสคาร่า ปัดบลัชออนสีชมพูอ่อน ดูมีเลือดฝาด เป็นธรรมชาติดี เขียนขอบปาก

พี่เขาแนะนำว่า สีดินสอเขียนขอบปากควรเลือกสีที่ใกล้เคียงกับสีริมฝีปากมากที่สุด เพราะจะได้ดูกลมกลืน และขั้นตอนสุดท้ายจึงทาลิปสติก ด้วยพู่กัน เพิ่มความมันวาวด้วยลิปกรอส ดูสวยใส ฉันมัวแต่ดูเขาแต่งหน้าจนเพลิน ดูนาฬิกาแล้ว เลยกะเวลาได้ว่า ใช้เวลาแต่งหน้าประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เสร็จเรียบร้อย ดูเป็นคนละคน กับตอนไม่แต่งหน้าเลยทีเดียว ฉันไม่รอช้า พอพี่เจ้าหน้าที่เขาแต่งหน้าสาธิตเสร็จ เขาก็เปิดโอกาสให้ถาม ฉันยกมือขึ้นทันที และถามคำถามด้วยเสียงดังฟังชัดเลยว่า พี่คะ! หนูชอบการสาธิตแต่งหน้าของพี่มากเลยค่ะ คือ…หนูอยากทราบว่า… อุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ในการแต่งหน้านี้ ต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่คะ คือหนูมีเงินติดตัว หนึ่งพันบาทคะ ไม่ทราบว่าชุดแต่งหน้าที่พี่ใช้นี้ ลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยไหมคะ !

 

ดื่มชาคาโมมายล์บำบัดอาการท้องอืดกันเถอะ

5

คุณทราบไหมว่าดอกคาโมมายล์ก็เป็นสมุนไพรอย่างหนึ่ง ซึ่งมีสรรพคุณในการแก้โรคและป้องกันอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งคาโมมายล์นี้ยังมีกลิ่นหอมที่ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ ทำให้เกิดความรู้สึกดี ใครที่กำลังเครียดๆ หากได้กลิ่นเจ้าดอกคาโมมายล์นี้เป็นต้องได้รับความสดชื่น ปลอดโปร่งแน่นอน เอาล่ะ วันนี้เราจะมาพูดถึงสรรพคุณจากชาคาโมมายล์กันดีกว่า เพราะการดื่มชาก็เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยบำบัดโรคต่างๆ ได้ หากดอกคาโมมายล์จะนำมาสกัดเป็นเครื่องดื่มประเภทชาที่ดื่มให้ความหวานหอมได้ ก็น่าสนใจไม่น้อยทีเดียวจริงมั้ยคะ

มีงานวิจัยที่ออกมารับรองถึงสรรพคุณจากชาดอกคาโมมายเอาไว้ ดังนี้
– กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่่างกายให้แข็งแรงขึ้น
– ป้องกันและช่วยรักษา อาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะอาหารหรือลำไส้
– ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนรวมถึงช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้
– สร้างความผ่อนคลาย บำบัดความเครียด ช่วยให้อารมณ์ดี เนื่องจากกลิ่นของชาที่หอมหวานนั่นเอง
– มีคุณสมบัติช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและทำให้หลับสบายมากขึ้น
– หากนำมาทำเป็นเครื่องดื่มจะทำให้เกิดความรู้สึกที่สดชื่นและสร้างความผ่อนคลายได้อย่างมากทีเดียว

นอกจากนี้ ใครที่มีอาการอักเสบในระบบย่อยอาหาร สามารถแก้ได้ด้วยการจิบชาคาโมมายล์เพื่อช่วยขับลมและลดอาการกระตุก แต่ควรชงสัก 2 ช้อนชาต่อน้ำร้อน 10 ออนซ์และปิดฝาไว้เพื่อให้น้ำมันหอมระเหยยังคงอยู่

ชาคาโมมายล์รมหวานหอม ชงอุ่นๆ หอมกรุ่นโดนใจ ดื่มเพื่อสุขภาพบ่อยๆ ย่อมทำให้เราสุขภาพดีทั้งใจและกายแน่นอนค่ะ เพราะฉะนั้น แนะนำเลย… หากคุณยังไม่รู้จะหันมาดื่มชาอะไร วันนี้ชาคาโมมายล์พร้อมเป็นเครื่องดื่มในใจคุณแล้ว

 

วิตามินซีจากน้ำผลไม้คุณประโยชน์ที่ช่วยฟื้นร่างกายได้ดี

4

เป็นเรื่องปกติหากการใช้ชีวิตระหว่างวันของเราจะทำให้เราเหนื่อยและอ่อนเพลียง่าย ประเด็นหลักนอกจากการที่เรานอนพักผ่อนไม่เพียงพอแล้ว การทำงานหนักก็มีส่วนทำให้สุขภาพของเราอ่อนเพลียได้ง่ายเช่นกัน และคุณทราบไหมว่าเครื่องดื่มนางเอกอย่างน้ำผลไม้ก็มีส่วนช่วยให้คุณกลับมาสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้เช่นกัน และวันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกันค่ะ

ผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียเราขอแนะนำให้ดื่มน้ำส้มขนาดซัก 4 ออนซ์ ซึ่งในน้ำส้มมีสารฟรักโทสที่พอจะช่วยให้คุณกลับมาสดชื่นแจ่มใสได้ไม่ยาก โดยอาจมาจากวิตามินซีในน้ำส้มที่ช่วยต่อสู้กับความเสียหายของร่างการที่เกิดจากอนุมูลอิสระ รวมทั้งวิตามินซียังมีส่วนสำคัญในการเผาผลาญธาตุเหล็กที่จะนำพาเอาออกซิเจนไปตามกระแสเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายในส่วนต่างๆ ได้มากขึ้น

หากก็มีวิธีแนะนำสำหรับคนที่เลือกดื่มน้ำส้มคั้นสด เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการสูง หลังจากที่คั้นน้ำส้มเสร็จแล้ว ควรรีบดื่มทันทีเพราะหากปล่อยทิ้งไว้นาน วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ในน้ำส้มจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบระบุไว้ว่าผลไม้ที่มีปริมาณวิตามินซีมากที่สุดกระทั่งไล่ลำดับไปยังผลไม้ที่มีวิตามินซีน้อยที่สุด มีอะไรบ้าง ซึ่งก็ได้แก่ น้ำมะละกอ น้ำส้ม น้ำมะนาวและน้ำสับปะรดนั่นเองค่ะ

 

 

วิธีกินอาหารและออกกำลังกายของชาวกรุ๊ปเอบี

3

ไม่ว่าจะเป็นเลือดกรุ๊ปไหน การกินอาหารที่เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือดล้วนมีส่วนช่วยให้สุขภาพของคุณดีขึ้นทั้งนั้น เพราะอาหารแต่ละกรุ๊ปมีประโยชน์ต่อกรุ๊ปเลือดนั้นๆ อย่างแตกต่างกันไป บางคนกินอาหารแบบนี้เหมาะกว่า สุขภาพร่างกายตอบรับดีกว่า ทั้งที่เป็นอาหารที่มีประโยชน์เหมือนกัน แต่นั่นก็เพราะกรุ๊ปเลือดนั่นเองที่ทำให้การเลือกอาหารแต่ละอย่างล้วนต้องมีความสัมพันธ์กับร่างกายที่ควรได้รับ และหากใครที่มีเลือดกรุ๊ปเอบี วันนี้เราขอแนะนำการเลือกทานอาหารให้เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือดของคุณ รวมถึงวิธีการออกกำลังกายที่จะช่วยให้สุขภาพของคุณแข็งแรงไปด้วยพร้อมกัน เพราะฉะนั้น จะมัวชักช้าอยู่ไยเรามาดูไปพร้อมกันเลย

อาหารที่ดีต่อสุขภาพของชาวเลือดกรุ๊ปเอบี
เลือดกรุ๊ปเอบีควรเลือกทานอาหารทะเล, ถั่วเหลืองและผักให้มากๆ เพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญไขมันในร่างกาย แต่ต้องหลีกเหลี่ยงเครื่องดื่มประเภทชา, กาแฟ, น้ำอัดลมจนไปถึงเหล้าและเบียร์

วิธีออกกำลังกายของคนเลือดกรุ๊ปบี
สำหรับการออกกำลังกายให้นำเอาแนวทางของกรุ๊ปเอและบีมามิกซ์กันนั่นก็คือไม่ต้องใช้แรงมากมายให้สลับความแรงปานกลางเช่นอาจจะไปเล่นโยคะแล้วค่อยกลับมาเดินเร็วอีกสักพัก

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากใครไม่สะดวกที่จะทำตามได้ทั้งหมด แม้จะเป็นวิธีการออกกำลังกายก็ตาม คุณก็ควรเลือกทำอย่างพอดี เลือกทานแต่อาหารที่ได้ประโยชน์และออกกำลังกายในแบบที่คุณชื่นชอบไปก่อน เพราะอย่างไรแล้ว… การกินอาหารและดูแลตัวเองตามกรุ๊ปเลือดก็เป็นสิ่งที่ดีอย่างหนึ่ง แต่หากเราไม่ได้สะดวกจะเคร่งครัดขนาดนั้นก็ทำแค่พอดี ปกติเหมือนการใช้ชีวิตของเราทั่วไปก็พอแล้วค่ะ ขอแค่ไม่ปล่อยตัวเองก็พอแล้ว

คนเลือดกรุ๊ปบีกินอยู่แบบนี้หุ่นดี…แข็งแรงได้

2

กรุ๊ปเลือดของเราก็บ่งบอกอะไรได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นอุปนิสัยทั้งความคิด การกระทำต่างๆ รวมถึงการกินอาหารก็มีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้คนแต่ละกรุ๊ปเลือดมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สมดุล ไม่เจ็บป่วยง่ายและสำหรับใครที่เป็นชาวกรุ๊ปบี วันนี้หันมาทางนี้ได้เลยเพราะเราจะมาแนะนำวิธีการเลือกทานอาหารที่ได้ประโยชน์ของคนชาวเลือดกรุ๊ปบีมาฝากกันค่ะ ยิ่งสำหรับสาวๆ คนไหนที่กำลังอยู่ในช่วงไดเอท กินแบบนี้ลดความอ้วนได้อย่างดีทีเดียว ถ้างั้นตามมาดูกันเลย

ชาวเลือดกรุ๊ปบี…กินแบบนี้ลดความอ้วนได้
เลือดกรุ๊ปบีจำเป็นต้องงดอาหารประเภทแป้ง, ถั่วและเนื้อไก่เนื่องจากพวกนี้จะมีสารเลคติน ซึ่งจะไปรบกวนระบบเผาผลาญไขมันในร่างกายทำให้อาหารไม่ย่อย, จุกเสียดและอ้วนง่าย โดยควรทานอาหารให้สมดุลมากที่สุดและหาเครื่องดื่มจำพวกชามาจิบเพื่อผ่อนคลาย

วิธีออกกำลังกายของคนกรุ๊ปบี
ขณะที่การออกกำลังกายสำหรับคนกรุ๊ปบีนั้น คุณไม่จำเป็นต้องไปบ้าพลังขอแค่เบาๆ เนิบๆ แต่ก็ต้องเน้นๆ กว่าคนเลือดกรุ๊ปเอสักหน่อยอย่างเช่นเดินเร็ว, ตีกอล์ฟ, ตีปิงปองหรือจะหันไปลองพวกบอดี้คอมแบตหรือคาราเต้บ้างก็ไม่ว่ากัน

รู้ข้อมูลดีๆ แบบนี้แล้ว ชาวกรุ๊ปบีอย่าลืมไปใช้กันนะคะ โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่ต้องการเบิร์นไขมันเพื่อให้มีหุ่นผอมสวย กระชัดสัดส่วนสมใจ ทั้งวิธีการออกกำลังกายและการกินอาหารที่เราแนะนำล้วนช่วยคุณได้แน่นอน

 

 

คนเลือดกรุ๊ปเอกินอย่างไร…ให้แข็งแรง

1

เราต่างเคยได้ยินกันว่าการทานอาหารที่ได้ประโยชน์นอกจากจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้สุขภาพของเราแข็งแรงแล้ว ช่วงหลังมานี้ การทานอาหารตามกรุ๊ปเลือดก็สามารถช่วยให้สุขภาพของเราแข็งแรงได้เช่นเดียวกัน และวันนี้ใครที่มีเลือดกรุ๊ปเอ คุณอยากรู้ไหมคะว่าชาวกรุ๊ปเออย่างคุณควรทานอาหารแบบไหนอย่างไรบ้าง ถ้างั้น… มาดูกันเลยค่ะ

อาหารที่ดีของคนเลือดกรุ๊ปเอ
เลือดกรุ๊ปเอควรเน้นทานพวกผักและผลไม่ให้มากๆ แต่ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงพวกเนื้อสัตว์และแป้งเนื่องจากมันจำทำให้คุณอ้วนได้อย่างง่ายดาย ขณะที่คนเลือดกรุ๊ปนี้ห้ามอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ระบบเผาผลาญอาหารลดลงและกลายเป็นว่าน้ำหนักยังเท่าเดิมโดยปริยาย

การออกกำลังกายของคนเลือดกรุ๊ปเอ
สำหรับการออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องใช้แรงมาก แต่ให้เวลากับการออกกำลังกายแต่ละครั้งนานขึ้นหน่อย รวมทั้งหากมีเวลาก็ควรเลือกออกกำลังกายชนิดที่ต้องใช้สมาธิอย่างเช่น ที่นิยมกันในสมัยนี้นั่นก็คือการฝึกโยคะหรือจะเป็นการเดินช้าๆ เพื่อช่วยประสานพลังในร่างกาย

นอกจากนี้สิ่งที่ควรรู้ก็คือคนเลือดกรุ๊ปเอสามารถผลิตคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดออกมาจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาขนาดหน้าท้องและพุง ดังนั้น จึงควรเน้นการใช้สมาธิเพื่อให้จิตสงบและควรให้มีการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้คอร์ติซอลสลายออกไปจากกระแสเลือดได้เร็วขึ้น

ชาวกรุ๊ปเอเช่นคุณเมื่อได้ทราบข้อมูลดีๆ ทั้งวิธีการทานอาหารและการออกกำลังกายให้เหมาะกับกรุ๊ปตัวเองแล้ว ก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติตามกันนะคะ